เปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองการศึกษา 20 ปีปฏิรูปการศึกษาชาติล้มเหลว ‘วอน..เกาให้ถูกที่คัน’

   

     เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรแก้ว (เภาวิเศษ) ใจงาม คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะ และแลกเปลี่ยนมุมมองทางด้านการศึกษากับ นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร. คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ณ กระทรวงศึกษาธิการ

    ในฐานะนักการศึกษา โอกาสของการได้เข้าพบในครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นช่วงเวลาที่วิเศษที่สุด เนื่องจากได้เห็นวิสัยทัศน์ นโยบาย และความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาชาติของผู้นำกระทรวงเสมาทั้งสองท่าน เป็นแนวความคิด และมุมมองทางด้านการศึกษาที่สัมพันธ์สอดคล้องตรงกัน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากที่สุดในแง่ของ “การปฏิรูปห้องเรียน” ทำให้มั่นใจได้ว่า การศึกษาชาติกำลังมีคนนำพาให้เดินไปอย่างถูกทางแล้ว

     แนวคิดการปฏิรูปห้องเรียนดังกล่าว เป็นการพัฒนาคุณภาพผู้บริหารสถานศึกษาและครู ให้สามารถส่งผ่านความรู้และทักษะใหม่ในการพัฒนาคุณภาพและสมรรถนะไปให้ถึงตัวผู้เรียนอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนักเรียนปกติและนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ มุ่งส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อันได้แก่ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์เชิงตรรกะที่เน้นความเป็นเหตุเป็นผล รวมถึงความสามารถในการใช้ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ และภาษา Coding โดยผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะเป็นผู้สนับสนุน และกำกับดูแล ก็จะต้องได้รับการอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจในวิชาการที่จำเป็นต่อการพัฒนาไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่นี้เช่นเดียวกับครู เพราะการศึกษา คือ เครื่องมือพื้นฐานของสังคมเครื่องมือเดียว ที่จะสามารถสร้างคุณภาพของคนในชาติให้ตอบโจทย์ประเทศไทยยุค 4.0 ได้ …เพราะ “คน คือ ศูนย์กลางของการพัฒนา” ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ฯ

     ทั้งนี้ นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กล่าวย้ำว่า เจตนารมณ์และเป้าหมายของการเข้ามาทำงานในกระทรวงนี้ ก็เพื่อ “ปฏิรูปการเรียนรู้ในห้องเรียน และ...ปกป้อง ดูแลความคุ้มค่าของการใช้จ่ายเม็ดเงินภาษีอากรของประชาชนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มประชากรที่ยังอยู่ในวัยเรียน หรือในกลุ่มผู้สูงวัยก็ตาม โดยมีแนวคิดที่จะช่วยให้ประชากรผู้สูงวัยได้รับการพัฒนาจนสามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นปิรามิดกลับหัว ที่ประชากรสูงวัยต้องเป็นภาระแบกรับของเด็กและเยาวชนรุ่นหลังมากจนเกินไป...โดยการดำเนินการทั้งหมดนี้ จะเน้นความประหยัด คุ้มค่า โปร่งใสและตรวจสอบได้...”  

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้สร้างความมั่นใจในการเป็นผู้นำที่จริงใจและจริงจังในการทำงานโดยไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลใด ๆ โดยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เข้มและสายตาที่เป็นประกายแสดงความถึงมุ่งมั่นว่า “...ผมไม่กลัว เสือ สิงห์ กระทิง แรด อะไรทั้งนั้น...ผมเป็นสิงโตที่ไม่เคยคิดที่จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์อะไรจากที่นี่ ดังนั้น การทำงานของผม ทุกกิจกรรมทุกโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการทำ จะต้องมุ่งมองไปที่ประโยชน์ที่ลงถึงตัวผู้เรียนเท่านั้น...ผมให้ความสำคัญกับการพัฒนาครู...”

    ในขณะที่ ดร.คุณหญิง กัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สุภาพสตรีผู้นำที่ดูจะไม่สนใจต่อคำค่อนขอดของสังคม ว่ากำลังแนะนำวิธีการเรียนรู้แบบเต่าล้านปี โดยให้นักเรียนคิดเลขในใจตอนเช้า ท่องสูตรคูณ และท่องอาขยานก่อนกลับบ้าน สร้างความงุนงงให้กับผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ในลักษณะที่สวนทางกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้รูปแบบใหม่ในยุคอินเทอร์เน็ต ที่ทุกคนกำลังวุ่นวายกับการเรียนรู้ผ่านแพลทฟอร์มและเทคโนโลยีสมัยใหม่ จนอาจจะลืมคิดไปว่าจริง ๆ แล้ว มนุษย์เรียนรู้โดยการใช้สมอง  
ด้วยความที่เป็นนักฟิสิกส์วิทยาศาสตร์ คุณหญิงจึงเข้าใจการทำงานของสมองว่า โดยพื้นฐานแล้ว มนุษย์จะเรียนรู้ผ่านการจดจำและลอกเลียนแบบเป็นเบื้องต้นก่อนเสมอ และความรู้ที่เราร่ำเรียนนี้ หากไม่ผ่านการฝึกหัดทบทวนเป็นประจำแล้ว ข้อมูลความรู้เหล่านั้นก็จะถูกลืมเลือน และสมองจะไม่สร้างเส้นใยประสาทขึ้นมารองรับให้เกิดเป็นความจำระยะยาว  

    แนวคิดและนโยบายการศึกษาของคุณหญิงที่สวนกระแส จึงเป็นการผสมผสานศาสตร์การเรียนรู้ที่เป็นคลาสสิกเทียรี่ตามทฤษฎีการเรียนรู้และการทำงานของสมองของเบนจามิน บลูม (Bloom’s Taxonomy - Classic Theory) เข้ากับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลในศตวรรษที่ 21 ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมความเก่งและสร้างคุณภาพของเด็กไทยให้มีความสามารถในการใช้ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ และภาษา Coding  

    ดิฉันดีใจว่า...ในอนาคตอีก 3 - 5 ปี ข้างหน้า เราจะได้เห็นเด็กไทยที่รู้จักรากเหง้าประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตัวเอง มีความรัก ความภูมิใจ และหวงแหนในความเป็นคนไทยและชาติไทย รักภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่ และพูดภาษาไทยได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ รู้จักหน้าที่ของตนเองในฐานะพลเมืองไทยที่ดีมีคุณธรรมจริยธรรม มีทักษะการคิดเชิงตรรกะ เป็นเหตุเป็นผล สามารถใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาต่างประเทศอื่น ๆ ในการสืบค้น ค้นคว้า เรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นนักคิด นักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์อย่างแน่นอน 
ดิฉันยิ่งดีใจมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อท่านรัฐมนตรีจะเร่งการปฏิรูปการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่อย่างไรก็ตาม บนพื้นฐานแนวคิด และนโยบายการศึกษาที่น่าชื่นชมของท่านรัฐมนตรีทั้งสองท่านนี้ ในฐานะนักการศึกษาที่อยากเห็นความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาที่เป็นโจทย์ใหญ่ของชาติได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในเร็ววัน ดิฉันจึงขอนำเรียนข้อมูลทั้งสองท่านเป็นการเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เราเริ่มประกาศใช้ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ใน พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยปฏิรูปการศึกษามาครบ 20 ปีพอดี แต่ก็พบว่า คุณภาพของการศึกษาไทยยังคงล้มเหลว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคุณภาพผู้เรียน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายปลายทางท้ายสุดของการปฏิรูปการศึกษาชาติ ดังนั้น การปฏิรูปการเรียนรู้ในห้องเรียนจึงเป็นการเดินนโยบายที่ถูกต้องที่สุด 

    หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปการศึกษาก็คือ คะแนนผลการทดสอบการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชาติ (O-NET) และคุณภาพของผู้เรียนที่ขาดทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทรวงศึกษาธิการแก้ไขไม่ได้ เพราะเกาไม่เคยถูกที่คัน และยังเป็นเส้นผมบังภูเขามาจวบจนทุกวันนี้…

     20 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยวุ่นวายและเสียเวลาการปฏิรูปการศึกษาไปกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร อ้างความไม่เป็นเอกภาพทางการศึกษาด้วยการควบรวมการศึกษาในทุกระดับ ทั้งปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาเข้ามาไว้ด้วยกัน ผู้นำทางการศึกษาของประเทศเราเก่งแค่เพียงมองหาเก้าอี้ให้พรรคพวกของตน ที่ผ่านมามีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเกิดขึ้นทั่วแผ่นดิน เท่านั้นยังไม่พอ ยังเพิ่มหน่วยงานศึกษาธิการจังหวัดขึ้นมาทำหน้าที่ซ้ำซ้อน และควบคุมอำนาจการบริหารงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้เกิดความยุ่งยาก ซับซ้อน และอุ้ยอ้ายหนักมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมอีก

     อีกทั้งตอนนี้ เราก็ได้แยกการศึกษาระดับอุดมศึกษาออกไปตั้งเป็นกระทรวงใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่หมุนกลับไปเหมือนกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แถมยังดึงเอาหน่วยงานระดับชาติอีกหลายหน่วยงานไปกระจุกรวมเข้าไว้ด้วยกัน โดยยังคงใช้เหตุผลเดิม คือ เพื่อความเป็นเอกภาพของส่วนงานที่มีลักษณะงานที่คล้ายคลึง และส่งเสริมศักยภาพระหว่างกัน

     สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของการปฏิรูปการศึกษา และมองว่า การปฏิรูปการศึกษาสามารถทำให้สำเร็จได้โดยง่ายและเร็ว ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง และด้วยการสั่งการให้คนระดับล่างปฏิบัติตามก็สำเร็จแล้ว...แต่เราก็ได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะแยกหน่วยงาน หรือยุบรวมหน่วยงาน ไม่ว่าจะควบรวมหน่วยงานที่จัดการศึกษาระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาเข้าด้วยกัน หรือจะแยกออกจากกันเช่นในปัจจุบันนี้

    ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่สะท้อนจากผลการทดสอบการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชาติ (O-Net) ใน 5 รายวิชาหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษก็ยังคงตกต่ำเหมือนเดิม และบางปียิ่งกว่าเดิม นอกจากนั้น นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาที่อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนหนังสือไม่ได้ก็ยังมีจำนวนมากเหมือนเดิม และเป็นปัญหาต่อไปเมื่อพวกเขาเรียนไปต่อในระดับที่สูงขึ้น...ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ได้อยู่ที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กร แต่อยู่ที่การพัฒนาคุณภาพให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการศึกษา ...ซึ่งก็คือ การสร้างคุณภาพผู้เรียน 

    ดังเช่นพระบรมราโชวาทของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ บัณฑิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2523 ความว่า “...การศึกษานั้น ไม่ว่าจะศึกษาเพื่อตนหรือจะให้แก่ผู้อื่น สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ตรงตามวัตถุประสงค์ จึงจะได้ผลเป็นคุณเป็นประโยชน์ มิฉะนั้นจะต้องมีการผิดพลาดเสียหายเกิดขึ้น ทำให้เสียเวลาและเสียประโยชน์ไปเปล่า ๆ

   วัตถุประสงค์ของการศึกษานั้นคืออย่างไร กล่าวโดยความคิดรวบยอด ก็คือ การทำให้บุคคลมีปัจจัยหรือมีอุปกรณ์สำหรับชีวิตอย่างครบถ้วน เพียงพอทั้งในส่วนวิชาความรู้ ส่วนความคิดวินิจฉัย ส่วนจิตใจและคุณธรรมความประพฤติ ส่วนความขยันอดทน และความสามารถในอันที่จะนำความรู้ความคิดไปใช้ปฏิบัติงานของตนเองให้ได้จริง ๆ เพื่อสามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุขความเจริญมั่นคง และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมืองได้ตามควรแก่ฐานะด้วย...” 

     ความหมายที่แท้จริงของการปฏิรูปการศึกษา หรือการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา (Change in education) คือ การนำนโยบายใหม่ทางการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ (New policy implementation) ซึ่งนโยบายใหม่ที่ว่านี้ หมายถึง การนำเอาแนวคิดใหม่ หลักสูตรใหม่ และสื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ใหม่ ๆ ไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดผลจริงในระดับชั้นเรียน ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า ครูผู้สอนจะต้องปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อ (Teacher’s beliefs) และวิธีการจัดการเรียนรู้ (Teaching strategies) ของตนเองให้เป็นไปตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้ใหม่ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เชื่อว่าผู้เรียนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ และให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรใหม่ ด้วยการถ่ายทอด จัดประสบการณ์การเรียนรู้ และอำนวยความสะดวก เพื่อให้สิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ของหลักสูตร อันได้แก่ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด ไปช่วยพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ และสร้างสัมฤทธิผลให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนให้จงได้... “ครู” คือ ศูนย์กลางของการพัฒนาคนของชาติ... “ถ้าครูเก่ง...นักเรียนเก่ง...” ดังนั้น “ครู” จึงคือ แกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไปสู่ความสำเร็จของการปฏิรูป  

    ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษาจึงไม่ได้อยู่ที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ไม่ได้อยู่ที่ตัวหลักสูตร และไม่ได้อยู่ที่การสั่งการของผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้บริหารสถานศึกษา แต่อยู่ที่การนำหลักสูตรไปใช้ในห้องเรียนของครู ซึ่งมักจะถูกดำเนินการตามความคิด ความเชื่อ ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในการสอนของครู...ไม่มีใครสามารถสั่งการหรือบีบบังคับได้ การปฏิรูปการศึกษาในขั้นตอนที่เป็นการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติจึงเป็นขั้นตอนที่ก้าวสู่ความสำเร็จได้ยากที่สุด และการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยก็ยังคงติดหล่มอยู่ ณ จุดนี้ ...แต่คนไทยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำทางการศึกษา หรือผู้ปฏิบัติในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา หรือครูผู้สอน ก็ยังโวยวายต่อเนื่องมาตลอด

    ระยะเวลา 20 ปี ว่า หลักสูตรไม่ดี หลักสูตรไม่ทันสมัย หลักสูตรไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ นักเรียนไม่มีความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ ขาดทักษะภาษาอังกฤษและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และ บลา...บลา...อีกมากมายทั้งๆ ที่แบบทดสอบการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชาติ (O-Net) ก็เกิดจากการวิเคราะห์ และออกข้อสอบตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตรอย่างชัดเจน และมีการประชาสัมพันธ์บลูพริ้นท์ที่เป็นแนวและกรอบของข้อสอบว่า จะเน้นวัดประเมินผลความรู้ขั้นพื้นฐานของนักเรียนในแต่ละช่วงชั้นในแต่ละปีในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดอะไรบ้าง 

    คนไทยชอบโวยวาย กล่าวโทษ และติเตียนสิ่งอื่นและผู้อื่น โดยลืมหันมามองความบกพร่องของตนเองว่า ปมปัญหาสำคัญที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาของชาติไม่สำเร็จจนถึงทุกวันนี้ เป็นเพราะเราขาดการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่ครู ซึ่งเป็นผู้นำหลักสูตรไปใช้ในห้องเรียนโดยตรงให้เป็นครูที่เก่งใช้หลักสูตรเป็น เราขาดการนิเทศ ติดตาม ช่วยเหลือและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของครูอย่างต่อเนื่องจริงจัง ครูส่วนใหญ่จึงยังใช้หลักสูตรไม่เป็น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดประเมินผลการเรียนรู้ในชั้นเรียนก็ไม่สอดรับกัน ด้วยเหตุนี้ ครูจึงไม่สามารถนำพาให้ผู้เรียนบรรลุการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ หรือตาม มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดของหลักสูตรได้เลย  

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอาจจะมีครูบางคนที่มีความเข้าใจในมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดของหลักสูตร แต่ครูก็มักจะสอนตามความคิด ความเชื่อและประสบการณ์ และความเคยชินของตนเอง โดยใช้หนังสือเรียนเป็นตัวตั้ง และทิ้งหลักสูตรไว้นอกห้องเรียนเหมือนเดิม...ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านใหม่ ได้โบกธงนำทางและชี้นำนโยบายการบริหารการศึกษาเหมือนกับผู้นำกระทรวงเสมาท่านก่อน ๆ โดยขาดการวิเคราะห์ถึงปมปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน และก็ยังอ้างเหตุผลเหมือนเดิมว่า หลักสูตรที่มีอยู่ไม่ดี ไม่มีความทันสมัย ต้องปรับปรุงหลักสูตร ...คุณภาพการศึกษาไทยจึงเหมือนกับกระทงลอยวนเวียนอยู่ในอ่าง ไม่ก้าวหน้าไปถึงไหนเสียที เพราะพอเริ่มต้นเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ก็มาเริ่มต้นที่การแก้ หรือปรับปรุงหลักสูตรซ้ำแล้วก็ซ้ำอีก เช่นเดียวกับความคิดของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาอิสระ ที่มุ่งโจมตีในประเด็นเดียวกัน

     แถมยังบอกด้วยว่าหลักสูตรปัจจุบัน เน้นการสอนให้นักเรียนท่องจำ โดยขาดการวิเคราะห์ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และที่ปรับปรุงแก้ไขอีก 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ในปี 2560 นั้น เป็นหลักสูตรที่ขึ้นต้นประโยคตัวชี้วัดทุกตัวชี้วัดในทุกระดับชั้นด้วยคำกริยา ที่เน้นพฤติกรรมการเรียนรู้ทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าครูใช้หลักสูตรจริง และใช้เป็น เราก็จะสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมีคุณสมบัติของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21 ที่พร้อมต่อการเป็นพลเมืองไทย และพลโลกที่ดีได้อย่างครบถ้วน แต่ในข้อเท็จจริง เรากลับลืมไปเลยว่า ผู้ที่มีบทบาทตัวจริงในการขับเคลื่อนความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา คือ ครู เพราะ  “ครู คือ ศูนย์กลางของการพัฒนา ถ้าครูเก่ง...นักเรียนเก่ง” 

ข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้สามารถเกาได้ถูกที่คันจริง ๆ ก็คือ 

    1. กระตุ้นหน่วยผลิตครูให้มุ่งเน้นการผลิตครูที่มีคุณภาพ และพร้อมต่อการปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐาน โดยให้แยกวิชาเอกในการผลิตบัณฑิตตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีการจัดการเรียนการสอนจริงในโรงเรียน และคำนึงถึงการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของความเป็นครู รวมทั้งความรู้และทักษะทางด้านวิชาชีพครู 

   2. ระบบและกลไกในการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยต้องเป็นไปอย่างมีคุณภาพ เข้มข้น และโปร่งใส ข้อสอบที่ใช้สอบคัดเลือกและวิธีการในการคัดเลือกครู ต้องสามารถเลือกเฟ้นให้ได้เฉพาะคนเก่งที่ศรัทธาในวิชาชีพครูเท่านั้นมาเป็นครู อย่าให้การสอบเป็นแค่เพียงพิธีกรรม ที่มีการลดความยากของข้อสอบลง ทุกวันนี้ เราจึงได้เพียงคนที่มาช่วยคุมชั้นเรียน ได้คนที่สอนและใช้หลักสูตรไม่เป็นมาบรรจุเป็นครู ซึ่งเราคงไม่กล้าจินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณภาพของการศึกษาชาติในห้วงระยะ 20 – 30 ปีข้างหน้า  

   3. กระทรวงศึกษาธิการต้องพัฒนาครูประจำการที่มีอยู่ในทุกระบบการศึกษา ให้เป็นครูที่เก่ง เพื่อไปสอนลูกศิษย์ให้เก่งให้ได้ก่อน เราอยากได้เยาวชนของชาติเป็นอย่างไร ก็จะต้องไปพัฒนาความรู้และทักษะของครูให้เกิดความเชี่ยวชาญตามนั้น เราอยากได้ครูที่สอน Coding เก่ง ๆ ก็ต้องพัฒนาอบรมให้ความรู้และฝึกทักษะให้กับเขา แต่จะต้องตระหนักว่า การพัฒนาครูจำเป็นต้องใช้ระยะเวลา ต้องทำอย่างต่อเนื่อง

    ดังนั้น ในเวลานี้ กระทรวงศึกษาธิการจะต้องยุติความคิดเรื่องการจะปรับหลักสูตร และจะต้องมีความเข้าใจที่ตรงกันว่า การอบรมระยะสั้น เพียง 2 - 3 วัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ก็ตาม จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูได้เลย งานวิจัย (McLaughlin, 2007) สนับสนุนว่า ถ้าจะให้ครูปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ จะต้องใช้ระยะเวลาในการอบรมพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยเมื่อครูเข้าอบรมรับความรู้แล้ว ต้องกลับไปทดลองและประยุกต์ใช้ความรู้ในการปฏิบัติงานในห้องเรียนจริง โรงเรียนจัดให้มีการนิเทศ กำกับ ติดตามโดยผู้รู้ ให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนวิชาชีพครู (PLC) งานพัฒนาครูจึงสัมพันธ์กันกับองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษา นั่นก็คือ การให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ และการเอาใจใส่ต่องานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษานั่นเอง 

     4. การสนับสนุน และพัฒนาครูในการปฏิบัติหน้าที่การจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะข้อที่ 1 มีความสัมพันธ์กับเกณฑ์การเข้าสู่การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของครูตาม ว. 21 และ ว. 22/2560 ซึ่งต้องสะสมชั่วโมงการอบรม การนำความรู้และทักษะที่ได้ไปปฏิบัติการสอนจริง แล้วบันทึกหลักฐานความสำเร็จของการปฏิบัติที่สะท้อนพัฒนาการการเรียนรู้ในตัวผู้เรียนนรู้จนมีผลการเรียนรู้ที่ดี และประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดห้องเรียนคุณภาพ ควรได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทนจากงานที่เกิดขึ้นจากผลของการปฏิบัติงานจริงในชั้นเรียนอย่างเท่าเทียมกัน เช่นนี้ ครูก็ไม่ต้องทิ้งการสอน ทิ้งห้องเรียน ไปทำผลงานวิชาการเช่นแต่ก่อนอีก โครงการพัฒนาครูในรูปแบบครบวงจร จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพครู และคุณภาพการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างคุณภาพผู้เรียน และห้องเรียนคุณภาพที่ดี และเป็นระบบ

     5. การประเมินผลคุณภาพการปฏิบัติงานจริงของครูตามเงื่อนไขวิทยฐานะตาม ว. 21 และ ว. 22/2560 จะต้องอยู่บนเงื่อนไขของการดำเนินการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการที่มีคุณภาพที่ส่งถึงตัวผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การประเมินจากผลลัพธ์สุดท้ายที่เป็นผลของการทดสอบการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับชาติ (O-Net) แต่เพียงอย่างเดียว มิเช่นนั้น จะเกิดปรากฏการณ์ครูติวความรู้เพื่อเพิ่มคะแนนการสอบ แทนการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และชั้นเรียนจะกลายเป็นโรงเรียนกวดวิชาแทนการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร 

     6. เกณฑ์ในการประเมินเพื่อการเข้าสู่การขอมีและเลื่อนวิทยฐานะของผู้บริหารสถานศึกษา ควรสัมพันธ์กับกลยุทธ์และวิธีการที่เป็นการสร้างคุณภาพด้านการบริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา โดยเป็นการรายงานที่แสดงถึงการสนับสนุนส่งเสริม การนิเทศ กำกับ ติดตาม และการแก้ไขปัญหา เพื่อทำให้เกิดห้องเรียนคุณภาพ ที่สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครู และคุณภาพผู้เรียน และนำไปสู่การเป็นโรงเรียนคุณภาพในท้ายที่สุด 

    7. ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา ต้องการครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายการศึกษา หรือ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฯ และหลักสูตร และนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็น ผู้เกี่ยวข้องทุกคนต้องมีความเชื่อว่า ผู้เรียนมีความสำคัญ สามารถเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ได้ตามศักยภาพที่แตกต่างกันเป็นรายบุคคล ครูจึงต้องมีความรักและศรัทธาในวิชาชีพ มีจิตวิทยาการเรียนรู้ รวมทั้งมีทักษะและเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active learning) ที่ใช้วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่น่าสนใจและหลากหลาย โดยมุ่งจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้ เกิดทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดของหลักสูตร เป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 สำหรับการศึกษาต่อในระดับสูง และการทำงานในยุคประเทศไทย 4.0 ต่อไปในอนาคต 

     วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่ผู้นำกระทรวงศึกษาธิการต้องใช้ยาแรงเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาชาติ ดิฉันดีใจที่ นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาครูเป็นอันดับต้น ๆ เพราะท่านเองก็คงจะมีมุมมองที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับพระราชกระแสรับสั่งของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่า “ครู คือ ศูนย์กลางของการพัฒนาครู คือ ผู้สร้างคุณภาพของผู้เรียนให้เกิดห้องเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นแก่นและหัวใจของความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา ที่ล่าช้ามาเนินนานถึง 20 ปี...” ขอฝากความหวังอันแสนริบหรี่นี้ไว้กับท่านรัฐมนตรีว่าการ ฯ และคณะค่ะ



จำนวนผู้ชม 452

ข่าวอื่นๆ ในหมวด PR NEWS

1 ปี 1 ครั้ง...งานฮาลาลที่ดีที่สุด ยิ่งใหญ่กว่าใครในประเทศไทย !! “Thailand Halal Assembly 2019” งานประชุมวิชาการและงานแสดงสินค้าฮาลาลนานาชาติ ปีที่ 6

ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเท