พม. ร่วมกับ รพ.รามาธิบดี และ สสส. แถลงข่าวจัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี พ.ศ. 2560 ภายใต้แนวคิด “สร้างครอบครัวไร้รุนแรง ด้วยสื่อสารที่สร้างสรรค์”

 

           พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี พ.ศ. 2560 ภายใต้แนวคิด “สร้างครอบครัวไร้รุนแรง ด้วยสื่อสารที่สร้างสรรค์” ด้วยคำขวัญ “หยุด! คำร้าย ทำลายครอบครัว”

         โดยการรณรงค์ให้ครอบครัวและสังคมมีการสื่อสารเชิงบวกเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ร่วมกับ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นเจ้าภาพจัดงาน ณ บริเวณโถงชั้น 1 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ

        พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวต่อไปว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นการใช้วาจา ที่ไม่เหมาะสมระหว่างบุคคลในครอบครัว และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของครอบครัว และต่อสุขภาพกายและจิตของบุคคลในครอบครัว จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นรอบครัวด้วยการสื่อสารเชิงบวกต่อกันให้เกียรติกันทั้งทางกายและวาจา จะช่วยลดการเกิดความรุนแรงในครอบครัวได้ เพราะการสื่อสารระหว่างกันจะเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ดีในการทำให้อีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ดีขึ้น และการสื่อสารในเชิงให้กำลังใจจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวให้มีความผูกพันรักใคร่ และครอบครัวมีความเข้มแข็งกันมากยิ่งขึ้น

         ซึ่งกระทรวง พม. โดย สค. ได้จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็น 10 คำดีที่อยากได้ยินจากคนในครอบครัว ประกอบด้วย 1) เหนื่อยไหม 2) รักนะ 3) มีอะไรให้ช่วยไหม 4) คำชมเชย (เก่ง/ดี/เยี่ยม) 5) ไม่เป็นไรน่ะ 6) สู้ๆ นะ 7) ทำได้อยู่แล้ว 8)คิดถึงนะ 9) ขอบคุณนะ และ 10) ขอโทษนะ

        โดยพบว่า อันดับ 1 เหนื่อยไหม ร้อยละ 20.2 อันดับ 2 รักนะ ร้อยละ 16.1 อันดับ 3 มีอะไรให้ช่วยไหม ร้อยละ 15.2 ตามลำดับ สำหรับ 10 คำร้ายที่ไม่อยากได้ยินจากคนในครอบครัว ประกอบด้วย 1) ไปตายซะ 2) คำด่า (เลว/ชั่ว) 3) แกไม่น่าเกิดเป็นลูกฉันเลย 4) ตัวปัญหา 5) ดูลูกบ้านอื่นบ้างสิ 6) น่ารำคาญ 7) ตัวซวย  น่าเบื่อ 9) ไม่ต้องมายุ่ง 10) เชื้อพ่อเชื้อแม่มันแรง โดยพบว่า อันดับ 1 ไปตายซะ/จะไปตายที่ไหนก็ไป ร้อยละ 20.4 อันดับ 2 คำด่า (เลว/ชั่ว) ร้อยละ 19 และอันดับ 3 แกไม่น่าเกิดเป็นลูกฉันเลยร้อยละ 16.5 ตามลำดับ


        ด้าน สสส. สำรวจขนาดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวระดับประเทศ โดยวิธีการสถิติสุ่มสำรวจทั่วประเทศ จำนวน 2,280 ครัวเรือนจาก 5 ภาค “ความชุกความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวระดับประเทศ” เดือนตุลาคม 2559 - มกราคม 2560 พบว่า ร้อยละ 34.6 มีความรุนแรงต่อผู้หญิงและบุคคลในครอบครัว โดยอันดับ 1 เป็นความรุนแรงทางด้านจิตใจ ถึงร้อยละ 32.3 ทางร่างกาย ร้อยละ 9.9 และทางเพศร้อยละ 4.5 จากการสำรวจภาคที่มีความรุนแรงมากที่สุดคือ”ภาคใต้” ร้อยละ 48.1

         ส่วนกรุงเทพมหานคร พบความรุนแรงในครอบครัวน้อยที่สุด ร้อยละ 26 ทั้งนี้ ผลสรุปของการสำรวจครั้งนี้ พบว่า สาเหตุความรุนแรงในครอบครัวส่วนใหญ่เกิดจาก การทำร้ายทางจิตใจด้วยวาจา จึงเป็นที่มาของการรณรงค์การสื่อสารเชิงบวกในครอบครัวไทย และกระตุ้นให้คนในครอบครัวใช้คำพูดที่สร้างสรรค์เพื่อสร้างความปรองดองในครอบครัวและช่วยลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว 

       “ความรุนแรงถือเป็นปัญหาสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน และปัญหาดังกล่าวไม่ใช่งานของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญ ต้องมีส่วนร่วมช่วยกัน เพื่อสังคมไทยที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรมรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ประจำปี 2560 ตลอดเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมรณรงค์ในส่วนกลาง วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เขตจตุจักร กทม. ถือเป็นการรวมพลังครอบครัวและพลังทางสังคมในการร่วมแสดงออก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน



จำนวนผู้ชม 273

ข่าวอื่นๆ ในหมวด PR NEWS

งานใหญ่ที่ทุกคนรอคอย "เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก" TITF ครั้งที่ 23 กับโปรสุดฮอต วันที่ 9-12 สิงหาคม 2561 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) จัดงานท่องเที่ยวครั้งยิ่งใหญ่ ต้อนรับลมหนาวด้วย เชิญผู้ประกอบกา

พม. รวมพลังจิตอาสา พลัง อพม. เพื่อพัฒนาสังคม

วันพุธที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ เวลา ๐๘.๐๐ น. บริเวณลานพระประชาบดี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทร

“คปภ. เพื่อชุมชน ปี 2” ประเดิมเปิดตัวโครงการที่ชุมชนตลาดหัวตะเข้

คปภ. ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย นำระบบประกันภัยสู่ประตูบ้านชุมชน ด้วยโครงการ “คปภ. เพื