พม. มุ่งเป้า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” เครื่องมือพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

 

        วันจันทร์ที่ 16 กันยายน 2562 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ

    นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 รวมทั้งส่งเสริมภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคม โดยมี นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวรายงาน ทั้งนี้มีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการวิสาหกิจเพื่อสังคม สนใจเข้าร่วมกว่า 300 คน กิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วย ปาฐกถาพิเศษ “วิสาหกิจเพื่อสังคม รากฐานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” การเสวนาจากผู้มีประสบการณ์ด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม การจัดนิทรรศการและบูธแสดงผลการดำเนินงานของวิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศไทย

     นายจุรินทร์ กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ (United Nations : UN) ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาตามกระบวนทัศน์ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” บูรณาการการพัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างมีส่วนร่วมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดย “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ถูกยกให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายต่อเนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (Millennium Development Goals : MDGs) โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 193 ประเทศ ที่ร่วมลงนามในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายในปี พ.ศ. 2573 การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน โดยการสร้าง “คุณค่าร่วม” ระหว่างภาคธุรกิจ สังคม และผู้บริโภค ในรูปแบบของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise  ที่เป็นประโยชน์แก่คนในชุมชน สังคม

     นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 โดยมีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทำหน้าที่สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมไปพลางก่อน พระราชบัญญัติฉบับนี้มีการกำหนดมาตรการในการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการจดทะเบียน จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อาทิ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร สิทธิประโยชน์ด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่น รวมทั้งบุคคลที่สนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรเช่นกัน

         ทั้งนี้นายจุรินทร์ ได้มอบการบ้านที่สำคัญ 3 ประเด็น ให้ช่วยขับเคลื่อน Social Enterprise (SE) ดังนี้
     1) ทำอย่างไรให้ SE นำผลกำไรจากการทำธุรกิจแบ่งปันสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าธุรกิจ CSR (Corporate Social Responsibility)
     2) ทำอย่างไรที่ไม่ให้ธุรกิจทั่วไป ที่หวังแต่ผลกำไรมาแอบแฝงมาใช้ประโยชน์ จากการเป็น SE 
     3) ทำอย่างไรที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ SE ที่ดี สามารถยืนหยัดอยู่ได้ เพื่อนำผลกำไรไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

     นางนภา เศรษฐกร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ผลักดันและขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ ดังนี้

   1) เร่งรัดการจัดทำกฎหมายลำดับรอง ให้เป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้การส่งเสริม สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม และกลุ่มกิจการเพื่อสังคมเกิดผลเป็นรูปธรรม

   2) การสร้างการรับรู้ และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นเรื่องที่จำเป็นและเร่งด่วน เนื่องจากพบว่าภาคส่วนต่าง ๆ ยังไม่มีความเข้าใจในวิสาหกิจเพื่อสังคม

   3) การส่งเสริม พัฒนาศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถของวิสาหกิจ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความท้าทาย ต้องมีการกำหนดเครื่องมือ และมาตรการการสนับสนุนให้เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งในกฎหมายได้กำหนดให้มีการให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนในระยะเริ่มแรก การให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี การบริหารงานบุคคล การเงิน การตลาด เป็นต้น เพื่อทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมเหล่านั้น สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และสามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้

   4) การพัฒนาระบบฐานข้อมูล และองค์ความรู้ด้านวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งจะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงสถานการณ์ ทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน และสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศไทยต่อไป ปัจจุบันมีวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการรับรองแล้วทั้งสิ้น จำนวน 103 กิจการ (กิจการเพื่อสังคมทั่วไป จำนวน 33 กิจการ และบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จำนวน 70 กิจการ) 

    นอกจากนี้ ยังมีกิจการที่ใช้คำว่า “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ประกอบเป็นชื่อในการดำเนินกิจการอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ จำนวน 133 กิจการ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ต้องดำเนินการจดทะเบียนให้ครบถ้วนถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้ ภายใน 180 วัน (18 พฤศจิกายน 2562)



จำนวนผู้ชม 352

ข่าวอื่นๆ ในหมวด PR NEWS

“เอด้า ชุณหวชิร” สาวน้อยมหัศจรรย์ พลังเสียงระดับโลก ทูตยุวชนสเปเชียลโอลิมปิคไทย

หลังจากที่สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคไทย ได้เผยแพร่ MV ผลงานเพลง From the Heart หรือชื่อภาษาไทย

ททท. กรุงเทพฯ จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมทำ CSR ปทุมธานี-นนทบุรี

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำโดย คุณจุไรรัตน์ ชัยทวีทรัพย์ รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเท