สมาคมภัตตาคารเปิดยุทธศาสตร์อาหารไทย อาหารโลก ขับเคลื่อนด้วยออนไลน์- จัดงาน Network is Power Matching day



       เปิดยุทธศาสตร์อาหารไทย อาหารโลก สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย พร้อมดันสมาคมภัตตาคารไทยผนึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาระบบตลาดออนไลน์สู่ร้านอาหาร 4 แสนแห่งทั่วประเทศไทยรองรับตลาดอาหารมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ส่งเสริมอาหารไทยลุยแข่งรับAEC พร้อมจัด งาน Network is Power Matching day คู่หูดี มีแต่รุ่ง ครั้งที่ 3 ” ครั้งยิ่งใหญ่ รวบรวมร้านอาหาร - ผู้ผลิตวัตถุดิบ –สินค้า และ เกษตรกร เชื่อมต่อธุรกิจอาหารครบวงจรเป็นครั้งแรกในประเทศไทย"

        เมื่่อวันจันทร์ที่ 21 มีนาคม 2559 มีการจัดแถลงข่าว “ยุทธศาสตร์อาหารไทย อาหารโลก และการจัดงาน Network is Power Matching day” ที่โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน

       ดร.ณพพงศ์  ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า สมาพันธ์ SME ไทยเป็นศูนย์รวมขององค์กรการค้าและองค์กรวิชาชีพกว่า 130 องค์กร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์และสร้างสรรค์โอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทยและเนื่องจากวันที่ 13 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา สมาพันธ์ฯได้มีพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ 21 เครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้าง "สัมมาชีพเต็มพื้นที่ โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน" ตามแนวทางประชารัฐ โดยมีสมาคมภัตตาคารไทยซึ่งเป็นหนึ่งใน 130 องค์กรของสมาพันธ์ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญในการเชื่อมต่อผลิตผลจากภาคเกษตรกรรมและภาคชุมชน กับภาคเอกชนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการรวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนทางการค้า และรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและผลิตผลที่มีการแปรรูปทางอาหาร เพื่อต่อเชื่อมแนวทางการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากตาม MOU ที่ได้ลงนามไป

       นายสมิทธิ ดารากร ณ อยุธยา อาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาลัยมหิดล  กล่าวว่า อาหารเป็นหนึ่งใน 6 ยุทธศาสตร์ของโครงการศึกษาผลกระทบเศรษฐกิจอาเซียนต่อผู้ประกอบการSMEs ในสาขาที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป โดยจะต้องสรุปเนื้อหาในส่วนของจุดเด่นจุดด้อยของไทยทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งพันธมิตรที่เราควรจะเลือกให้เหมาะกับระดับของธุรกิจ
สำหรับการเปิดตัวเองสู่ตลาด AEC ของ SMEs ปัจจัยสำคัญที่ก็คือ การรวมกลุ่มของรายย่อย เป็นเครือข่าย ที่เข้มแข็งเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลของกันและกัน รวมทั้งการใช้อำนาจของกลุ่มเป็นกลไกในการต่อรองกำหนดราคาและพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็ง โดยมีแนวทางดังนี้
        1. ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และในตลาดที่แข่งขันน้อย เช่น ผักปลอดสาร สัตว์น้ำราคาแพง 2. พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตอาหาร เพื่อทดแทนแรงงานคนที่ขาดแคลน 3. ควรศึกษาลักษณะตลาดและความต้องการของตลาดให้แน่ใจ พัฒนา สื่อทาง internet เช่น  Web Site,  App ต่างๆเพื่อที่บริการและเข้าถึงผู้บริโภคอย่างทั่วถึง
       ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน - หัวหน้าสาขาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาลัยมหิดล กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้บริโภคอาหารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไม่สามารถค้นหาร้านอาหารที่เหมาะสมต่อความต้องการ และมีคุณภาพ เนื่องจากขาดระบบการตลาดที่เหมาะสมกับยุคออนไลน์ในปัจจุบัน ดังนั้นทางสาขาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ร่วมมือกับสมาคมภัตตาคารไทยพัฒนาระบบการตลาดออนไลน์ สำหรับร้านอาหารเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากการเปิดเสรีอาเซียน และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่นิยมมาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยระบบที่พัฒนาขึ้นมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นระบบการตลาดดิจิตอล ให้กับร้านอาหารทั่วประเทศ ซึ่งระบบจะมี Feature ที่จำเป็นหลายอย่าง ระบบการค้นหาที่ละเอียดมากกว่าที่เคยมีมา เช่น การค้นหาลงไปในระดับเมนู และเงื่อนไข เช่น อาหารเจ, อาหารฮาลาล, อาหารสุขภาพ ที่มีการตรวจสอบมาตรฐานที่น่าเชื่อถือได้จากสมาคม และได้รับการรับรองคุณภาพจากนักชิมมืออาชีพที่เป็นที่ยอมรับ เช่น หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี, แม่ช้อยนางรำ, ฝาชีทอง, คู่สร้างคู่สม ฯลฯ โดยระบบจะสนับสนุนหลายภาษา เช่น ไทย อังกฤษ จีน เป็นต้น
          ทั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยจะนำข้อมูลเพื่อทำวิจัยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมสร้างระบบวิเคราะห์อัตโนมัติ เพื่อหาแนวโน้มกลยุทธ์ทางการตลาดโลกในอนาคต พร้อมใช้ระบบเพื่อประชาสัมพันธ์ทางสื่อออนไลน์ เพื่อลดต้นทุนการประชาสัมพันธ์ ทำให้ต้นทุนต่ำ เพิ่มกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มรายได้ นอกจากนี้ยังมีแผนการที่จะพัฒนาระบบอื่นๆ เพื่อมาสนับสนุนร้านอาหารในอนาคตเช่น Hot-Line Call Center แบบ Smart Tourism และยังนำมาตรฐานของทางสมาคมภัตตาคารไทย ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน Michelin Star มาตรฐานอาหารของนักชิมที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มาเป็นข้อมูลที่อยู่ในระบบเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยโครงการนี้จะสะท้อน GDP ของประเทศและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารของไทยต่อไป

           นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า อาหารโลกปัจจุบัน “อาหารไทย” ถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในหลายด้าน จากสื่อระดับโลกไม่ว่าจะเป็น CNN, BCC, Lonely Planet, Thrillist ตั้งแต่เมนูยอดนิยม อุดมไปด้วย สมุนไพร และ เครื่องเทศ เพื่อสร้างรสชาติที่ซับซ้อน เหมือนกับวงดนตรีออเคสตร้าอย่าง ผัดไทย, แกงมัสมั่น, ต้มยำกุ้ง, น้ำตกหมู, ส้มตำ, แกงเขียวหวาน, ข้าวเหนียวมะม่วง เนื่องด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่มีถึง 4 ภาคและการหลอมรวมอาหารชาติอื่น เข้ามาเป็นอาหารของประเทศไทยเอง ทำให้สามารถกินอาหารได้หลากหลายภายในประเทศเดียว ประเทศไทยจึงได้รับการจัดเป็นประเทศที่น่าเดินทางมากินอาหารอันดับต้น ๆ ของโลก
            ในด้านวัตถุดิบ ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในระดับโลก ในหลายด้าน เช่น ความหลากหลาย ความอร่อย และความสามารถในการผลิต ซึ่งการส่งออกอาหาร เช่น อาหารทะเล ข้าว ผลไม้ ไก่ น้ำตาล เครื่องปรุง เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักอย่างหนึ่งของประเทศไทย ที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า 1 ล้านล้านต่อปี แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ายังไม่ได้มีการสนับสนุน ธุรกิจอาหารอย่างเป็นระบบ และเป็นรูปธรรม ดังเช่น อุตสาหกรรมอื่น ดังที่เราจะเห็นว่า บริษัทอาหารไทย และ ภัตตาคารไทย เป็นอันดับต้นของโลก ล้วนแต่เป็นของต่างชาติหมด แทนที่จะเป็นของไทย หรือโดนผูกขาดโดยกลุ่มนายทุน ยากที่ผู้ประกอบการไทยทั่วไปจะสามารถต่อสู้ได้
            ขณะที่ปัจจุบันมีจำนวนร้านอาหารกว่า 4 แสนร้านอาหารทั่วประเทศไทย มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากมูลค่าของนักท่องเที่ยวประมาณ 7 แสนล้านบาท และการบริโภคภายในประเทศประมาณ 7 แสนล้านบาท

       สมาคมภัตตาคารไทย จึงเห็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วน ที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่น และ รายย่อย ให้มีความสามารถทัดเทียมกับต่างชาติ และกลุ่มนายทุน เพื่อก้าวขึ้นสู่การแข่งขันระดับโลก โดยอาศัยการร่วมมือกันของร้านอาหารที่เป็นสมาชิกของสมาคม กว่า 30,000 ร้าน  สมาคมการตลาดท่องเที่ยว ผู้ผลิตวัตถุดิบ เกษตรกร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ผ่านทางสมาพันธ์SMEs เพื่อผนึกกำลังกัน สร้างเครือข่ายทั้งประเทศ ทำงานด้วยกันทั้งห่วงโซ่อาหาร เพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ประกอบการท้องถิ่นของไทย ให้พร้อมสู่ตลาดโลก
      นางฐนิวรรณ กุลมงคล ยังกล่าวถึง จะมีการจัดงานNetwork is Power "Matching Day คู่หูดี มีแต่รุ่ง ครั้งที่3“ ในงานนี้รวบรวมกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร - ผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวเนื่องกับร้านอาหารเป็นสินค้าการเกษตรจากเกษตรกรตัวจริง และผู้ผลิตวัตถุดิบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรเป็นการนำนโยบายประชารัฐมาสร้างให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน นอกจากนี้จะมีกิจกรรมพิเศษ “Digital Matching” เฉพาะผู้ร่วมงานนี้เท่านั้น เทคโนโลยีใหม่เพียงสแกน QR code ก็สามารถสร้างเครือข่ายธุรกิจ พร้อมเจรจาได้เลยในวันงาน

        นายสุภัค หมื่นนิกร ที่ปรึกษาสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องมีความรู้ในการบริหารจัดการร้านอาหารเป็นการเฉพาะอย่างลงลึกและลึกซึ้ง เนื่องจากศาสตร์ว่าด้วยธุรกิจร้านอาหารจัดเป็นธุรกิจบริการประเภทหนึ่งที่มีอาหารเป็นสินค้า แต่ต้องเข้าใจว่าอาหารนั้นเป็นสินค้าที่มีอายุ(shelf ife) สั้น หรือแค่เพียงว่าอาหารที่บริโภคนั้นต้องร้อน แต่นำออกมาเสิร์ฟถึงมือลูกค้าแล้วไม่ร้อนตามที่ควรจะเป็นปัญหาก็เกิดขึ้นแล้ว ไม่เหมือนสินค้าสำเร็จรูปหรือสินค้าอุปโภคอื่นๆที่การจัดการง่ายและสะดวกกว่า เท่านั้นยังไม่พอความคาดหวังของลูกค้าที่จะได้รับการบริการจากร้านอาหารยังมีความอ่อนไหวมากกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆอยู่มาก
      ส่วนกระแสการดูแลและรักษาสุขภาพของคนในเวลานี้ที่นอกจากจะสรรหาแต่ของดีมีคุณภาพเพื่อการบริโภคแล้ว การเจ็บป่วยอันเนื่องจากความไม่สะอาดก็ตระหนักกันมากขึ้นในทุกวันนี้เช่นกัน ผู้บริโภคในวันนี้พิจารณาตั้งแต่ตัวร้าน ภาชนะใส่อาหาร ตัวพนักงานทั้งชุดที่สวมใส่และสุขอนามัย รวมถึงครัวหรือส่วนที่ปรุงอาหารว่าสะอาดเพียงใด
       อาหารเป็น 1 ในปัจจัย 4 ของคนที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนปัจจัยอื่นๆ เช่น ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม หรือยารักษาโรค ที่คนไม่จำเป็นต้องซื้อบ้าน,ซื้อเสื้อผ้า หรือต้องป่วยทุกวัน แต่คนกลับต้องกินทุกวัน และคนก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกและเปลี่ยนใจในการกินได้ทุกวันอีกเช่นกัน
นี่คือประเด็นที่ผู้ประกอบการร้านอาหารจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ของตัวเองเพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้  การเสวนา “ฝ่าวิกฤติธุรกิจอาหารด้วยยุทธศาสตร์เจ๋งๆ” โดยกูรูที่มากประสบการณ์ในธุรกิจร้านอาหารระดับมืออาชีพถึง 4 ท่านที่จะช่วยเปิดมุมมองให้ผู้ฟังได้เกิดความคิด เกิดการเรียนรู้และเข้าใจในอันที่จะนำกลับไปพิจารณาปัญหาหรือวิกฤติที่ตัวเองเผชิญอยู่เพื่อค่อยๆหาทางออกอย่างมีแนวทางที่ชัดเจน และเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้น
งาน Matching ในครั้งนี้มีทั้งผู้ขายพบผู้ซื้อและผู้ซื้อพบผู้ขายได้ในเชิงลึก จากองค์กรต่างๆประมาณ 30 บูธและสินเชื่อสุดพิเศษ และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากธนาคารกสิกรไทย เฉพาะงานนี้  ค่าบัตรร่วมกิจกรรมพร้อมรับประทานอาหารเต็มอิ่ม สไตล์ Cocktail เพียง 600 บาท งานนี้จะมีขึ้นในวันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม 2559 ณ สโมสรรัฐสภา สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 089-0099461,084-7172264 หรือ อีเมลล์ [email protected]



จำนวนผู้ชม 747

ข่าวอื่นๆ ในหมวด PR NEWS

“เอด้า ชุณหวชิร” สาวน้อยมหัศจรรย์ พลังเสียงระดับโลก ทูตยุวชนสเปเชียลโอลิมปิคไทย

หลังจากที่สมาคมกีฬาสเปเชียลโอลิมปิคไทย ได้เผยแพร่ MV ผลงานเพลง From the Heart หรือชื่อภาษาไทย

ททท. กรุงเทพฯ จัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมทำ CSR ปทุมธานี-นนทบุรี

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำโดย คุณจุไรรัตน์ ชัยทวีทรัพย์ รองผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเท